สติแก้ปัญหาชีวิต

“สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงอย่าประมาท”

อย่า ประมาทคือมีสติ สิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดของสติก็คือ “การเจริญสติปัฏฐาน ๔” เป็นสุดยอดของการเจริญสติ เพราะทำให้จิตใจของเราหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้ แต่สติในความหมายก็มีมากมาย เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อได้ตั้งใจนั่งสมาธิใต้ต้นพระศรีมหาโพธิในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ คืนวิสาขะที่ท่านตรัสรู้ เมื่อท่านตั้งใจนั่งสมาธิ แล้วก็เริ่มต้นทบทวนชีวิตของตัวเองว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร? ทบทวนชีวิตคือระลึกถึงอดีต ตอนเย็นเราได้ประสบการณ์อะไร? กลางวัน ตอนเช้า ๑ วันก่อน ๒ วันก่อน ๔-๕ วัน อาทิตย์หนึ่ง ๒ อาทิตย์ ๑ เดือน ๒ เดือน ๕ เดือน ๑๐ เดือน ๑๐ ปี ๒๐ ปี คือระลึกถึงอดีต จิตใจก็ระลึกไปถึงชาติก่อนคือ ๑๐ ชาติ ๕๐๐ ชาติ ๑,๐๐๐ ชาติ  ๑๐,๐๐๐ ชาติ อันนี้ก็เป็นสติอย่างหนึ่ง เรียกว่าระลึกชาติได้ หรือว่าสำหรับพวกเราก็คือระลึกถึงอดีต พูดง่ายๆก็คือจำได้ ระลึกได้ว่าเคยทำอะไร? อันนี้ก็เป็นสติอย่างหนึ่ง เป็นสติที่เป็นอดีต

สติที่ไปอนาคตว่า ต่อไปเราต้องทำอะไร? นาทีโมงนี้เราต้องทำอะไร? พรุ่งนี้ก็ดี ๕ วัน ๗ วัน ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ ปีข้างหน้า เรามีโปรแกรมอะไร? ในทำนองนี้เราก็จำได้ในอนาคต หรือว่าสติที่ไปอนาคตก็เป็นการระลึกถึงความตาย มรณานุสติเพราะสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือเราก็ต้องตาย ความแก่ ความเจ็บไข้ป่วย หรือความตาย ก็เป็นสิ่งที่แน่นอนในอนาคต สติระลึกได้ ก็เป็นสติที่ไปอนาคตก็มี

สติที่เป็นในปัจจุบันว่า เราเป็นใคร? เราทำอะไร? สติในโลกียะ อย่างน้อยก็ระลึกถึงว่าเราเป็นใคร? (เราเป็นมนุษย์) มนุษย์แปลว่าใจสูง สูงอย่างไร? (เพราะรู้จักชั่ว ดี บุญ บาป) เมื่อเราระลึกได้ รักษาความเป็นมนุษย์ ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดี และทำในสิ่งที่เรารู้อยู่ว่าดี รู้ว่าเป็นประโยชน์ หรือว่าเป็นมนุษยธรรม เรียกว่า ศีล ๕ ถ้าเรารักษา ศีล ๕ ได้ ก็คือรักษาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ เราเป็นใคร? (เราเป็นผู้หญิง เราเป็นผู้ชาย) กิริยามารยาทความเป็นผู้หญิงก็มีอยู่ ความเป็นผู้ชายก็มีอยู่ เราเป็นคนไทย กริยามารยาทที่รักษาความเป็นคนไทยก็มีอยู่ สติระลึกถึงกฏหมายของบ้านเมือง กติกาของสังคม ก็เป็นสติทั้งนั้น ถ้าเรามีสติ เราก็เลือกในสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้อง แล้วก็รักษาชีวิตของเรานี้ให้สมบูรณ์ได้

แต่สติที่ สมบูรณ์ที่สุดตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “การเจริญสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น” ที่ทำจิตใจของเราให้บริสุทธิ์ได้   การเจริญสติปัฏฐาน ๔ เป็นสติที่สมบูรณ์ พัฒนาจิตใจของเราที่เป็นปุถุชน ให้เป็นอริยบุคคลได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นต้น เพราะฉะนั้น ความหมายของสติก็มีมากมาย ถ้าเราสติไม่ดีก็เป็นโรคประสาท ถ้าเรามีสติดีขึ้น ก็รักษาโรคประสาทได้

 ตัวอย่าง อาจารย์เจอลูกศิษย์หลายคนเหมือนกัน ที่มีปัญหาเกิดขึ้น มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อโอวซัน เป็นชาวญี่ปุ่น เมื่ออายุได้ ๕๔ ปีในปีนั้น โอวซันก็ไม่สบาย จึงไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลแล้วพบว่าเป็นมะเร็งในมดลูก ช่วงนั้นเป็นเดือนเมษายนและโอวซันมีกำหนดไปทำงานในเดือนสิงหาคม จึงได้ถามคุณหมอว่า ถ้าผ่าตัดตอนนี้เดือนสิงหาคมจะเดินได้ไม๊? คุณหมอบอกว่า (ได้) เพราะตัดมดลูกออก ๒ เดือน ๓ เดือน ก็ไม่เป็นอะไร? โอวซันจึงได้ตัดสินใจผ่าตัดและหมอก็รักษาด้วยการฉีดคีโม ๗ ครั้ง โอวซันเป็นนักแปล เป็นล่าม ก็อ่านหนังสือมากมาย เคยอ่านเรื่องยาคีโมที่รักษามะเร็ง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองทัพนาซีพัฒนาเป็นอาวุธเคมี วันหนึ่งก็เคลื่อนย้ายสถานที่ด้วยเรือใต้น้ำ แล้วคีโมเกิดรั่ว แต่มีลูกเรือคนหนึ่งที่เคยไม่สบายรู้สึกดีขึ้น ในที่สุดก็ได้ค้นพบว่าคีโมสามารถรักษาโรคมะเร็งได้มาจนทุกวันนี้ ถือว่ายาที่ดีที่สุดใช้ทั่วโลกก็คือคีโม

โอวซันก็กลัว พอหมอถามว่าฉีดยาได้ไม๊? โอวซันก็บอกรอก่อน ขอไปปรึกษากับเพื่อนๆที่มีความรู้ว่า รักษาด้วยวิธีอื่นมีไม๊? (ก็ไม่มีใครมีไอเดียดีกว่านี้) คุณหมอถามทุกวันว่าโอวซันฉีดคีโมไม๊? โอวซันก็กลัว แล้วก็บอกรอก่อนๆ เวลาได้ผ่านไปหลายวัน หมอก็มาถามทุกวัน (เพราะการฉีดคีโมเป็นเรื่องธรรมดาของหมอที่รักษามะเร็งทั่วโลกแล้วก็ไม่มี ปัญหาอะไร?)  แต่โอวซันก็กลัว และคิดว่าถ้าอยู่ที่โรงพยาบาลต้องโดนฉีดคีโม จึงถามหมอว่าไปพักผ่อนที่บ้านได้ไม๊? พอหมอบอกว่า (ได้) โอวซันก็เดินออกไปข้างนอก มีพยาบาลเดินตามมาถามว่า โอวซันทำใจแล้วหรือยัง? พยาบาลพูดราวกับว่า ถ้าไม่ฉีดคีโมแล้วเหมือนจะตายในเวลาอีกไม่นานนี้ โอวซันก็ตกใจว่าเราเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย จนเกิดเป็นโรคประสาท นอนไม่หลับ เกลียดทุกคน ใครที่มารัก? (ก็เกลียด) ใครมีความสุข? (ตัวเองก็เกลียด) โอวซันสังเกตเห็นตัวเองผิดปกติ ตัวเองก็ยังไม่แก่มาก มีลูกชาย ๒ คนก็ยังไม่แต่งงาน ในที่สุดโอวซันก็รักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งนั้น หมอได้ฉีดคีโม ๑ เข็มก็ไม่มีอะไร? แต่โอวซันกลัวจนหน้าซีด พอจะฉีดเข็มที่ ๒ หน้าก็ซีดอีก อย่างไรก็ตาม? หมอก็บอกให้กลับบ้านได้ พอกลับบ้านโอวซันก็นอนไม่หลับ เครียดมาก หมอจึงให้ยานอนหลับมากิน กินได้ ๖ เดือนและก็รู้ว่ากินยานอนหลับไม่ดี ก็พยายามไม่กินยา แล้วก็หงุดหงิด จึงดูทีวีทุกวัน อยู่ที่บ้านต้องทำอาหารให้สามี ต้องไปซื้อของมาจัดอาหาร ถ้าว่างก็ดูทีวีทุกวัน

เวลาผ่านไป อาจารย์ได้เดินทางไปญี่ปุ่น จึงติดต่อบอกไปว่าจะไปเยี่ยมโอวซัน แต่โอวซันบอกว่าไม่ต้องมาเยี่ยม จะไปหาอาจารย์เอง ในวันสุดท้ายที่อาจารย์อยู่ญี่ปุ่น โอวซันก็นั่งรถเมล์ แล้วก็เดินมาเยี่ยมอาจารย์ และก็เล่าให้ฟังว่าตั้งแต่มีปัญหาสุขภาพมีประสบการณ์อย่างไร? (นอนไม่หลับ เครียด เป็นโรคประสาท กินยานอนหลับมาเป็นเวลา ๖ เดือน แล้วก็ดูแต่ทีวี) อาจารย์ก็สอนโอวซันว่าที่เราเป็นโรคประสาทอย่างนี้เกิดขึ้น เพราะเรากลัวตาย เราก็ต้องพิจารณาว่าความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา อย่ากลัว!! ต้องหัดคิดดี คิดถูก แล้วเราจะไม่เป็นอะไร? ต้องคิดอย่างนั้น ต้องทำใจดีๆ ฟังจบแล้วโอวซันก็กลับไปบ้าน แต่ก็ยังติดใจในสิ่งที่อาจารย์พูด ที่บ้านมีหนังสืออริยมรรคมีองค์ ๘ โอวซันก็ดูหนังสือแล้ว ถ้าจะไม่ให้มีอาการพุ่งแดงของจิต ต้องมีสัมมาสมาธิ ด้วยการเจริญสัมมาสติ หนังสือเขียนเอาไว้ โอวซันก็คิดว่าเราต้องเจริญสติ

พอในตอนเช้าโอ วซันตื่นขึ้นมา ต้องทำอาหาร มือซ้ายจับหัวไชเท้า มือขวาจับมีด บอกตัวเองว่าต้องเจริญสติ หัดไปๆเกิดสมาธิ ทำให้หายจากอาการที่เป็นโรคประสาทมาประมาณ ๑ ปี ด้วยการทำครัว จับมีดไป ก็นึกในใจว่าเราต้องมีสติ พอหั่นผักไป หั่นไปๆ แล้วจิตก็เกิดเป็นสมาธิ แล้วก็หายจากการเป็นโรคประสาท โอวซันดีใจมาก ที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีกลุ่มวิปัสสนา โอวซันก็ไปเข้ากลุ่ม แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติต่อ

โอวซันมีลูกชาย ๒ คน ลูกชายคนเล็กจิตใจไม่ค่อยปกติเท่าไหร่? เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วได้ ตอนกลางวันก็ไม่ไปเรียนนอนอยู่ที่บ้าน พ่อแม่ก็คิดว่าลูกชายขี้เกียจ ไม่อุตสาหะ ได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้วก็ไม่ไปเรียน นอนอยู่ที่บ้าน แต่จริงๆแล้วเขาไม่ได้ขี้เกียจ แต่เขาไม่มั่นใจในชีวิตของตัวเอง เพราะพอไปมหาวิทยาลัยแล้ว มีเพื่อนตำหนิ ใจก็เสีย หน้าแดง จึงไม่กล้าไปมหาวิทยาลัย นอนพักอยู่ที่บ้านหลายวัน พอจิตใจดีขึ้น ก็ถึงไปเรียน พอมีปัญหาเกิดขึ้นอีก ก็นอนอยู่ที่บ้านอีก จริงๆไม่ใช่ขี้เกียจ อยากจะไป แต่ใจไม่สู้ เมื่อใครตำหนิ? (ก็ใจเสีย หน้าแดง เป็นทุกข์) เป็นลักษณะอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ในที่สุดก็จบมหาวิทยาลัยได้ เมื่อไปทำงาน พอโดนใครๆตำหนิ? อาการอย่างนี้ก็เกิดขึ้น ก็ต้องพักๆหนึ่ง ก็ไปหางานใหม่ แล้วก็สู้ๆอยู่อย่างนี้ ลูกชายคนเล็กมีความเห็นว่าที่เขาเป็นอย่างนี้ เพราะสมัยเด็กๆพ่อแม่ไม่ค่อยสอน พ่อแม่ไปทำงาน แล้วก็ไม่ได้สอนเราว่า เมื่อเราทำผิด นี้คือผิด เมื่อเราทำความดี ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นความดี พ่อแม่ไม่ได้สอนอย่างนี้ เขาก็เลยไม่ค่อยมั่นใจ พอถูกตำหนิแล้วก็ใจเสีย หน้าแดงสักพักหนึ่ง แล้วก็ทำอะไรไม่ค่อยได้?

    โอวซันก็อยากจะสอนลูก แต่พูดกันไม่ได้ เมื่อพูดกันไม่ได้ แต่มีสิ่งที่อยากจะพูดกับลูก ก็เลยเขียนเป็นจดหมายบอก พระพุทธเจ้าเล่าว่า เมื่อเราโดนธนูที่มีสารพิษแล้วเรามัวแต่คิดว่า ใครเป็นคนยิง? ชื่ออะไร? ทำไมถึงยิง? ถ้าเราคิดๆอยู่อย่างนี้เราก็ตาย เมื่อเราโดนธนูที่เป็นสารพิษก็ต้องรีบถอนออก พระพุทธเจ้าก็เปรียบเทียบเหมือนเรามีความทุกข์ ก็ต้องรีบแก้ โอวซันเขียนบอกลูกชายว่าพระพุทธเจ้าก็สอนอยู่อย่างนี้ ถ้าลูกโทษว่าแม่ไม่ดี พ่อไม่ดี พี่ชายไม่ดี ถ้าคิดอยู่อย่างนี้ ก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดชีวิต ถ้าเรามีปัญหาก็ควรที่จะเจริญอานาปานสติ (โอวซันได้เดินทางมาเมืองไทยแล้วอาจารย์ก็สอนอานาปานสติ) ต่อมาลูกก็ไปถามโอวซันว่าอานาปานสติเจริญอย่างไร?

โอวซันจึงอธิบาย ลูกง่ายๆบอกว่า “กำหนดรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ปรับปรุงลมหายใจให้หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกตัว” สอนลูกชายตอนกลางคืนราวๆสองทุ่ม พอตอนเช้าลูกชายก็วิ่งลงมาจากชั้นสองบอกว่า เมื่อคืนลูกนั่งสมาธิแล้ว จิตใจของเราคิดทุกอย่าง บางครั้งสงบ จิตใจก็ดี แต่พอคิด แล้วก็ทุกข์ ถ้าไม่คิด แต่กำหนดรู้ลมหายใจออก รู้ลมหายใจเข้า จิตใจก็สบาย มีความสุข ลูกชายของโอวซันฝึกอานาปานสติคืนหนึ่ง ก็ได้เห็นประโยชน์จากการเจริญอานาปานสติ เพราะบางครั้งไปคิด แล้วก็ทุกข์ แต่ถ้ามีสติ คือความรู้สึกตัวที่ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ทำให้มีความสุข มีความสบายใจ โอวซันเขาก็เสียดายตรงที่ว่าลูกชายไม่ได้ปฏิบัติต่อเนื่อง แต่ก็ดีขี้นเยอะ สมัยก่อนลูกคิดว่า ที่เขามีปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้นก็เพราะแม่ไม่เคยสอน ช่วงหลังเขาไม่ได้ตำหนิแม่แล้ว แต่จิตใจก็ยังไม่หายดี เข้าใจว่าไม่ค่อยได้ปฏิบัติให้ต่อเนื่องกัน อย่างไรก็ตาม? โอวซันเองก็หายป่วย ถือว่าได้ประสบการณ์ที่ดี แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติต่อเนื่องกัน ทำให้มะเร็งก็หาย จิตใจก็ดีขึ้น

ตัวอย่าง มีผู้ชายคนหนึ่งจากจังหวัดตรัง หลายปีมาแล้ว เขาก็เขียนจดหมายมาถึงวัด มีคนให้หนังสือของอาจารย์เล่มหนึ่งอ่านแล้วดี ชอบ ถ้าทางวัดมีหนังสือ ขอให้ช่วยส่งมาให้อีก อาจารย์ก็ให้คนช่วยจัดส่งไปมีอยู่ ๑๗ เล่ม เวลาผ่านไปอีก ๓ เดือนก็เขียนจดหมายมาขอบคุณว่าได้รับหนังสือเรียบร้อยแล้ว และบอกว่าไม่น่าเชื่ออานาปานสติเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมได้เร็วถึงขนาดนี้ เขาอธิบายว่าเป็นโรคประสาทเรื้อรังมาถึง ๗ ปี ต้องอาศัยจิตแพทย์คุมยา แล้วก็ให้ยากินมาถึง ๗ ปี ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือทุกวันๆ แล้วก็ได้ฝึกอานาปานสติตามหนังสือ ก็ไม่ต้องกินยา คนนี้เป็นมัคคุเทศน์ แล้วก็เป็นล่ามด้วย ต่อมาเขาก็ไปทำงานที่ศรีลังกากับเจ้านาย เขามีจดหมายมาบอกว่า ไม่ต้องกินยาก็ทำงานได้ สำหรับผู้ชายคนนี้ก็ฝึกอานาปานสติจากหนังสือ ไม่ได้เจออาจารย์ ฝึกอานาปานสติ ทำให้หายจากโรคประสาทได้ ลักษณะอย่างนี้ก็มีมากมาย

ปัญหา ต่างๆที่เกิดขึ้น ถ้าเรามีสติ ก็สามารถแก้ปัญหาได้ สำหรับประเทศชาติของเราทุกวันนี้ก็มีปัญหามากมายในสังคม เราควรจะมีสติระลึกถึงอะไรจึงจะแก้ปัญหาในสังคมได้? อาจารย์คิดว่าเหมือนหัวใจของเจ้าชายสิทธัตถะในคืนที่ตรัสรู้ในตอน ๖ โมงเย็นถึง ๔ ทุ่มก็ระลึกถึงอดีตชาติก่อนๆ แล้วก็ได้สรุปว่าวัฏฏะสงสารมีจริง พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ว่า “มนุษย์และสัตว์ที่เราเคยพบเห็นกันทุกวันนี้ ไม่เคยเป็นญาติพี่น้องกันนั้นไม่มี” ตั้งแต่ชาติก่อนๆ การท่องเที่ยวในวัฏฏะสงสารที่พวกเราได้พบกัน เห็นกัน พูดถึงคนไทยมี ๖๓ ล้านคนที่อาศัยในแผ่นดินไทย หรือคนที่อยู่ด้วยกัน ถ้าเราเชื่อตามพระพุทธเจ้าแล้วก็เราเป็นญาติพี่น้องกันในชาติก่อนๆ จิตใจก็ผูกพันกัน จึงเกิดมาในแผ่นดินเดียวกัน พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า เราไม่ควรโกรธกัน ถ้าเรามีความรู้สึกไม่พอใจในอดีต ถ้าเราระลึกถึงอดีตแล้วพบว่า เรามีความรู้สึกโกรธ มีความรู้สึกน้อยใจ มีความรู้สึกไม่ดี มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งมีไม๊? ถ้ามีก็ต้องรู้จักให้อภัย ให้ปล่อยวาง

แล้วถ้าปัจจุบันเดี๋ยวนี้มี ความรู้สึกมากระทบ มีความรู้สึกไม่พอใจเกิดขึ้น เราควรรู้จักให้อภัย เป็นอภัยทานซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าการใช้ชีวิตของเรานี้ จิตกับจิตผูกพัน “กัมมะพันธุ” เรารู้ว่าจิตของเราผูกพัน อย่างน้อยที่สุดเราก็รู้จักให้อภัย ปล่อยวาง ก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราสร้างผูกพันที่ดี เราจะอยู่ที่ไหนให้คนอื่นรักเราได้อย่างไร? พระพุทธเจ้าก็สอนไว้คือ...

๑.        ให้เราเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างหนึ่ง
๒.         ปิยะวาจาพูดไพเราะอย่างหนึ่ง
๓.         วางตนเหมาะสมเสมอตน เสมอปลาย ไม่มีลับหน้า ลับหลัง รู้จักฐานะตัวเอง แล้วก็วางตัวเหมาะสมฐานะ
๔.        รู้จักช่วยเหลือสังคม

ถ้า เรายึดหลักธรรมะ ๔ ข้อ เราจะอยู่ที่ไหน? เราก็จะพอใจ จะมีความรัก มีความสามัคคีเกิดขึ้น อย่างคนไทยพอจะถวายของก็เรียกเพื่อนๆมาทำบุญด้วยกัน ชาติหน้าก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข อันนี้ก็พูดกันอยู่บ่อยๆ แต่เราก็ลืมสิ่งที่สำคัญว่า ความโกรธกันนั้นจิตก็ผูกพัน ความรักจิตก็ผูกพัน จิตกับจิตก็จะดึงกัน พอเจอกันก็เกิดความรัก แล้วก็เป็นแฟนกัน ไปสร้างครอบครัวมีลูก แต่ในที่สุดก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ ไปหย่ากัน ต่างคนต่างอยู่ แล้วฝ่ายหนึ่งอย่างฝ่ายหญิงบางทีก็คิดน้อยใจ เสียใจที่เราไปอยู่กับผู้ชายคนนี้จนในที่สุดก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ แล้วก็นึกๆอธิษฐานว่า ขอให้ไม่เจอกันในชาติหน้า ขอให้เป็นชาติสุดท้ายที่อยู่กัน แล้วผู้ชายคนนี้ก็อธิษฐานไว้ว่า ขอให้ไม่เจอกันในชาติต่อไป อันนี้เจอกันแน่ ๑๐๐% เพราะอุปาทานยึดมั่นถือมั่นทุกวัน ทำให้เจอกันแน่ ชาติหน้าเจอความรักตั้งแต่อนุบาลตัวเล็กๆก็ชอบ แล้วก็ทะเลาะกัน ปัญหาก็หนักกว่าชาตินี้อีก เกิดอุปาทาน

 จริงอยู่ที่บอกว่าทำบุญ แล้ว เกิดชาติหน้าก็เป็นเพื่อนกัน อันนี้ก็ใช่!! แต่เราก็อาจจะไม่เข้าใจ แม้แต่พระพุทธเจ้ากับพระเทวทัต เจอกันทุกภพทุกชาติก็ค่อนข้างจะมีปัญหาทะเลาะกัน เกิดก็ใกล้ๆกัน บางครั้งก็เกิดเป็นพ่อกับลูกก็มี หรือว่าเป็นเพื่อนๆกัน ในชาติสุดท้ายก็เป็นญาติกัน ความโกรธทำให้จิตกับจิตผูกพันกัน อย่างเราสังเกตดูในสังคมไทยเราที่ออกไปสู้ๆ เเบ่งเป็น ๒ กลุ่มมี ออกๆ กับ สู้ๆ ชาติหน้าก็เจอกัน เป็นเพื่อนกัน อาจจะเกิดในครอบครัวเดียวกัน หรือว่าต้องทำงานด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน? จิตก็จะผูกพัน เราคิดดูนะว่า ปัจจุบันที่ทำกันอยู่นี้โง่ถึงขนาดไหน? จริงๆแล้วพวกเราก็อยากจะมีความสุขกัน ชีวิตทั้งหมดนี้ตั้งแต่เราเกิดมาตอนเด็กๆจนถึงวันนี้ เรียกว่า เราอยากจะมีความสุข ทุ่มเททุกอย่างเพื่อแสวงหาความสุขก็ไม่ผิด แต่การกระทำของเรานี้คือตรงกันข้าม ไปสร้างเหตุที่เป็นปัญหา เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องมีสติระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะถ้าเราสังเกตแล้ว เราจะตายแล้วเกิดมาเป็นชาติเดียวกันเป็นส่วนใหญ่

ตัวอย่าง ที่วัดมีม้วนเทปอันหนึ่งเด็กคนนี้เป็นคนศรีลังกา ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่แต่ประมาณ ๓๐ กว่าปีแล้ว อาจารย์ก็เรียกว่าเด็กศรีลังกา คนนี้สวดมนต์ได้ตั้งแต่ ๒ ขวบ ๓ ขวบ เกิดมาในตระกูล ไม่มีใครสอนภาษาบาลี? ไม่มีใครพาไปสวดมนต์? แต่เขาก็ออกเสียงมาได้ เมื่อพระฟังแล้ว ก็บอกว่านี้คือเสียงสวดมนต์ เขาพูดกันว่า เด็กคนนี้ในสมัยพุทธกาลเป็นเทวดา   ได้ไปร่วมงานศพของพระพุทธเจ้าทางอากาศ หลังจากนั้นประมาณ ๑,๐๐๐ ปี ก็เกิดที่ศรีลังกาอีก ได้บวชเป็นพระภิกษุและเป็นพหูสูตร ท่องจำในคำสอนของพระพุทธเจ้า ในสมัยนั้นมีพระอินเดียองค์หนึ่ง (เกิดไม่ไกลจากพุทธคยา) ได้เดินทางไปยังประเทศศรีลังกาเพื่อแปลภาษาของศรีลังกา ให้เป็นภาษามคธ เพราะสมัยนั้น ๑,๐๐๐ ปี อินเดียก็ถูกทำลายจากคนมุสลิม เลยไม่ค่อยมี พระอินเดียองค์นี้จึงเดินทางไปประเทศศรีลังกา เพื่อจะได้มีคำสอนของพระพุทธเจ้าให้แปลเป็นภาษาบาลี ต่อมาก็เรียกท่านว่าพุทธโฆษาจารย์ สมัยที่อยู่ศรีลังกานั้น ท่านก็แต่งหนังสือเล่มหนึ่งคือวิสุทธิมรรค แล้วก็อธิบายถึงศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเด็กคนนี้ก็ได้ใกล้ชิดกํบพุทธโฆษาจารย์ และก็มีส่วนร่วมในการจัดทำหนังสือวิสุทธิมรรค ซึ่งในปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ก็มีความสำคัญในฝ่ายเถรวาท พระภิกษุพระไทยก็อ่าน และมีอยู่ในทุกวัด เด็กศรีลังกาคนนี้ในสมัยนั้นก็มีส่วนร่วมในการทำหนังสือวิสุทธิมรรค ชาตินี้ก็เกิดที่ศรีลังกาอีก หนึ่งชาติก่อนหน้านี้ก็เกิดที่ศรีลังกา สรุปแล้วก็เกิดที่ศรีลังกา ๓ ครั้ง และในสมัยพุทธกาลเป็นเทวดาที่อินเดีย ก็ใกล้ๆกัน

ตัวอย่าง อาจารย์เจอเด็กภูฐานคนหนึ่ง อายุได้ ๑ ขวบ เกิดที่ภูฐานทางทิศตะวันออก แต่พูดภูฐานด้วยสำเนียงเป็นตะวันตก คล้ายกับว่าเกิดที่ภาคใต้ แต่พูดภาษาอีสาน เป็นต้น พอ ๒ ขวบที่วัดมีงาน เจ้าคณะภาคเดินผ่าน แล้วเด็กก็บ่นว่าเป็นลูกศิษย์ไม่มีสัมมาคารวะ ในชาติก่อนเป็นลูกศิษย์ แต่เดี๋ยวนี้เจ้าคณะภาคเกิดมาก่อน เด็กๆ ๒ ขวบก็บ่นบอก ลูกศิษย์ไม่มีสัมมาคารวะเดินผ่านไปเฉยๆ อย่างไรก็ตาม? เจ้าคณะภาคก็พาเด็กคนนี้เข้าไปในเมืองใหญ่ เด็กคนนี้อายุไม่ถึง ๓ ขวบดีก็จำเรื่องราวเมื่อ ๓๐๐ ปีก่อนได้ว่า สร้างวัดสำคัญๆ ๓ แห่ง เป็นวัดปริยัติแห่งหนึ่ง เป็นวัดใหญ่ๆอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้าใครดูหนังสือของภูฐาน? ก็จะเห็นมีวัดแห่งหนึ่งอยู่ในหน้าผา เด็กคนนี้เป็นคนสร้างวัดเอง ก็คิดถึงอยากจะไปวัด เจ้าคณะภาคก็พาไป ที่นี้เขาก็ต้องทดสอบว่าจริงไม๊? ถ้าเด็กคนนี้ได้เป็นประมุขเมื่อ ๓๐๐ ปีก่อน และปัจจุบันก็ได้ตำแหน่งสูงสุดในนิกายนี้

 เหมือนกับพุทธ ศาสนาของทิเบต ซึ่งพอดาไลลามะตายแล้ว ก็ต้องหาเด็กๆมาตั้งแทน ปัจจุบันนี้องค์ที่ ๑๔ หรือป่าว? (เป็นองค์ที่ ๑๔) พอดาไลลามะตายแล้ว ก็ต้องหาเด็กๆมา แล้วก็หาหลักฐานที่เชื่อถือว่าเป็นองค์ที่ตาย แล้วก็สถาปนาเป็นประมุขขึ้นในนิกายนี้ แต่ปัจจุบันระบบนี้ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะลำบาก ตายแล้วก็ต้องหาว่าไปเกิดที่ไหน? ก็เป็นเรื่องยากนะ คนที่ตายต้องมีสมาธิดี แล้วเขียนบอกไว้ว่าจะไปเกิดที่ไหน? คนก็ต้องไปตามหา แล้วก็มีวิธีทดสอบ ใครเคยดูหนัง Little Buddha? เขาเอาเรื่องนี้มาสร้างเป็นหนัง

เด็กภูฐานคนนี้ก็จำเรื่องราว ๓๐๐ ปีก่อนได้ละเอียด เมื่อมีการทดสอบเด็ก เขาก็เก็บบริขารของพระผู้ใหญ่ไว้ทั้งหมด อย่างแก้วน้ำของประมุขในศาสนาเคยใช้ ก็ไปเอาแก้วหลายๆแบบมาปนกัน แล้วถามเด็กว่า เป็นแก้วใบไหนที่ใช้? (เด็กก็บอกได้ถูก) นาฬิกาอันไหนที่ใช้? ทั้งๆที่มีนาฬิกาหลายๆเรือนมาปนกัน (เด็กก็จับได้ถูก) บริขารของ ๓๐๐ ปีก่อน เขาก็เอาเก็บไว้หมด ที่นี้กรรมการของเถระสมาคมก็ต้องการทดสอบว่าเด็กคนนี้เกิดเมื่อ ๓๐๐ ปีก่อน แล้วสร้างวัดโน่น สร้างวัดนี่จริงไม๊? ก็เลยทดสอบให้เลือกบริขารต่างๆ (เด็กก็เลือกได้ถูกต้อง) แล้วก็มาอันหนึ่งเขาเรียกว่าวชิระ ที่ใช้ในการทำพิธีกรรม เด็กก็บอกว่าของผมไม่มี ทีจริงแล้ว!! วชิระของจริงนั้น เขาเก็บไว้ในตู้ พอเด็กเห็นก็บอกว่าอันนี้ของผม เขาก็เลยเชื่อว่าเด็กคนนี้จำได้จริง ไม่ใช่เดาถูก ถามอยู่ ๕-๖ อย่าง เด็กก็จำได้ ไม่ได้เดาถูก

ก่อนหน้านี้เด็กคนนี้ก็ได้เข้าเฝ้าพระ ราชา ผู้ใหญ่ก็บอกเด็กไม่ถึง ๓ ขวบว่าต้องเรียบร้อยนะ ไม่งั้นจะตี การที่เราจะตีคนนี้ก็ต้องมีเหตุผลพอสมควร ถ้าไม่ได้ทำผิด ก็ไม่ใช่ว่าจะตีได้ตามใจชอบ ถ้าไม่ผิด ก็ตีไม่ได้ ถ้าจะตี ต้องมีเหตุผลพอสมควร พอเห็นพระราชาเด็กก็บอก ทำไมชาตินี้ไม่มีหนวด? ชาติก่อนเป็นเพื่อนกันพระราชามีหนวดยาวๆ แต่ชาตินี้พระราชาไม่ได้เก็บหนวด แล้วก็จับหน้าอก (คนภูฐานจะมีถุงเล็กๆแขวนอยู่ที่หน้าอก แล้วก็คล้องคอไว้) แล้วบอกว่านี้คืออัฏฐิของพระอาจารย์ที่เขานับถือโดยบอกชื่อของอาจารย์ได้ อย่างถูกต้อง และอีกถุงหนึ่งเป็นเศษจีวร เด็กก็ไปจับๆถุง แล้วก็บอกชื่อของอาจารย์ได้อย่างถูกต้อง เป็นชื่ออาจารย์ที่พระราชาเคารพทั้ง ๒ องค์

อดีตสังฆราชก็ไม่สบาย แล้วมารักษาตัวที่กรุงเทพ  ๒-๓ วันก่อนที่จะเดินทางมา ก็บอกเด็กคนนี้ว่าผมจะเดินทางมารักษาตัวที่ประเทศไทย ถ้ากลับมาแล้วก็จะมาเจอกัน อาจจะใช้เวลา ๓-๔ อาทิตย์หรืออาจเป็นเดือน เด็กคนนี้ก็พูดว่า (มะรืนนี้ๆๆ) อดีตสังฆราชก็บอก (ไม่ๆจะเดินทางไปต่างประเทศต้องใช้เวลาหลายวัน) แล้วอดีตสังฆราขก็เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิตเวช ปรากฏว่าเด็กคนนี้ก็มาด้วย มาเจอกันที่สนามบิน นั่งเครื่องบินลำเดียวกัน โดยที่อดีตสังฆราชไม่รู้เรื่อง แต่นึกขึ้นได้ว่าเด็กพูดว่ามะรืนนี้ๆ เด็กก็มารักษาตัวที่โรงพยาบาลเช่นกัน อดีตสังฆราชก็ไม่สบาย อาเจียนบนเครื่องบิน อาตมาก็ไปเยี่ยมเพราะอดีตสังฆราชส่งโน๊ตไปบอกว่าอยากจะพบ อาตมาก็นึกไม่ออกว่าทำไม? มานึกขึ้นได้ว่าเมื่อประมาณ ๑-๒ ปีก่อนอาตมาไปภูฐานไปรู้จักอาจารย์ขิงแดงเป็นรองสังฆราชที่ภูฐาน เมื่อ ๕-๖ ปีก่อน อาจารย์ขิงแดงไม่สบายเพราะหมอนรองกระดูกแตกได้มารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬา ทีนี้มีโยมภูฐานทำงานที่สหประชาชาติก็มาที่วัดป่าสุนันฯ แม่ก็มาจากภูฐานมาอยู่กรุงเทพฯได้เดือนกว่าๆเขาก็เบื่อ โยมที่ภูฐานก็ฝากแม่ให้ไปอยู่ที่วัดป่าสุนันฯ เป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน อาจารย์ก็พูดว่าน่าสนใจไปเที่ยวภูฐาน

อย่างไรก็ตาม? โยมที่ทำงานสหประชาชาติกลับไปภูฐาน แล้วก็เจออาจารย์ขิงแดงบอกว่าได้เป็นรองสังฆราช นิมนต์ให้อาจารย์ไปภูฐาน ถ้าเราไปกับ Agency คงใช้เงินประมาณวันละหมื่นบาท ๗-๘ วันก็ใช้วันละ ๗-๘ หมื่นบาท แต่ถ้าเป็นแขกรัฐบาล แขกของราชวัง แขกของคณะสงฆ์ เราก็ไปธรรมดา ถ้ามีตั่วเครื่องบินไปแล้ว ก็ไม่ต้องใช้เงิน ประเทศภูฐานเป็นประเทศเล็กๆทุกอย่างก็ราคาถูก เขากลัวว่าวัฒนธรรมเสื่อม ถ้าต่างประเทศเข้าไปเยอะๆ เขาจึงกำหนดนักท่องเที่ยว แต่ก็เก็บภาษีการท่องเที่ยว ก็เลยมีระบบที่ต้องใช้จ่ายเงินเยอะ ถ้าแลกเงินภูฐานแล้วต้องใช้ให้หมด อย่างระบบค่าที่พักโรงแรมในฤดูท่องเที่ยวราคาจะเท่ากัน ถ้าใครโชคดี? (ก็ได้พักโรงแรมชั้นดี) ถ้าเต็มๆๆแล้วไม่มีที่พัก เงินก็ต้องจ่ายเกือบเท่าๆกัน อะไรก็ต้องแพง? อันนี้เป็นภาษี

อาจารย์ ขิงแดงก็ได้นิมนต์อาจารย์ไป พออาจารย์ไปแล้วก็ไม่ได้ใช้เงิน เพราะเขาดูแลให้ ที่นี้คนที่ทำงานสหประชาชาติก็บอกอาจารย์ว่าพระภูฐานไม่รวย ถ้าเรามีค่าใช้จ่าย เราก็ต้องจ่ายเอง อาจารย์ก็ไปภูฐานกับโยมผู้ชายคนหนึ่ง เขาก็มารับ พระก็มารับ น้องชายเขาก็มารับ เพราะอาจารย์ให้แม่เขาพักอยู่ที่วัดหนึ่งเดือน เขาก็มารับไปพักบ้านน้องชายเขา และอาจารย์ขิงแดงก็มาพาอาจารย์ไปเที่ยวภูฐาน อาจารย์ก็คำนวณค่าน้ำมัน แล้วก็ให้โยมทำบุญ เขาก็ไม่เอาๆ ไม่รับๆ ถวายอย่างไร? ก็ไม่รับๆ แล้วอาจารย์ขิงแดงก็นิมนต์ไปเที่ยววัดท่าน เป็นวัดที่เด็กคนนี้ไปสร้าง ซึ่งปัจจุบันอาจารย์ขิงแดงเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นี่ อาจารย์ขิงแดงก็ให้ไปพักที่ถ้ำ ที่มีวิวสวยๆ พอถึงวัดแล้วก็ขอถวายเงิน ท่านอาจารย์ขิงแดงก็ไม่รับๆ (ตอนที่อาจารย์ขิงแดงมารักษาตัวที่กรุงเทพฯนั้น ก็เพราะท่านอาจารย์ปสันโนซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติไปที่ภูฐาน แล้วพอรู้ว่าอาจารย์ขิงแดงไม่สบายก็นิมนต์มารักษาที่กรุงเทพฯ ท่านอาจารย์ปสันโนไปต่างประเทศ แต่ให้โยมมารับอาจารย์ขิงแดงที่สนามบิน มาดูแลพาไปโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายทุกอย่างจัดการให้เองทั้งหมด อาจารย์ขิงแดงนึกถึงตรงนี้ก็เลยไม่รับ ซึ่งไม่ใช่โยมเราโดยตรง แต่เราก็อยู่ด้วยกัน โยมเราก็ไปทำบุญ ก็รู้จักกัน โยมเรากับโยมวัดป่านานาชาติก็เหมือนกันโยม)

อย่างไรก็ตาม? อาตมาก็ไปพักที่ถ้ำเพื่อที่จะดูภูเขาหิมาลัย ก็พักอยู่ที่ถ้ำ ๒ คืน ก็ได้รู้จักโยมผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนญี่ปุ่น โยมผู้ชายที่ไปกับอาตมาก็รักษาโรคด้วยพลังอย่างหนึ่ง ก็มีคนไข้ผู้หญิงเป็นลูกสะไภ้ของนักการเมืองดังๆที่มีชื่อเสียง คนนี้ขี้โรค ไปรักษาทั่วโลกก็ไม่หาย แล้วมีฝรั่งคนหนึ่งบอกว่าเพราะชาติก่อนได้เคยเกิดที่ทิเบต แล้วก็สร้างกรรมอันนี้ไว้ จึงต้องมารับวิบากกรรม ให้ชาตินี้จึงขี้โรค อาตมาอยู่ภูฐานก็ทราบว่า เขามีพระสูตรอักขระ ๑๐๐ ตัวนี้เป็นหัวใจของคำสอนเป็นสั้นๆ แล้วก็ใช้สวดมนต์เพื่อชำระกาย พระภูฐานเข้ากรรมฐาน ๓ วัน ๓ เดือน ๓ ปีเป็น ๑ คอร์ส เมื่อเข้ากรรมฐานแล้วก็กราบและสวดมนต์บทนี้ หรือใครจะตาย? (ก็สวดมนต์บทนี้) ใครขี้โรคและโชคไม่ดี? (ก็สวดมนต์บทนี้เพื่อใช้เป็นการสะเดาะเคราะห์) อย่างจะส่งบุญให้คนตาย ก็นำเสื้อผ้าคนตายถวายพระ ถ้าพระเก่งๆแล้วก็สร้างนิมิตพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งรับเมตตาจากอันนี้ ส่งผ่านเสื้อผ้าไปถึงวิญญาณที่ตายไป ถ้าเด็กๆที่ไม่สบาย ก็เอาเสื้อผ้าที่ใช้อยู่เป็นธรรมดาไปถวายพระ ถ้าพระเก่งๆแล้วก็สร้างนิมิตพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งรับเมตตา แล้วก็ส่งไปถึงคนนั้น

 พอกลับมาจากเที่ยวภูเขา ก็นึกถึงคนนี้แล้วอาจารย์ก็พูดกับอาจารย์ขิงแดงให้ช่วยสวดมนต์ให้ผู้หญิงคน หนึ่งได้ไม๊? แล้วขอมอบปัจจัยนี้เป็นค่าใช้จ่าย ท่านก็รับ (สำเร็จแล้ว) จะให้สวด ๑๐,๐๐๐ ครั้ง มี ๒ วิธีคือที่วัดมีพระ ๓๐๐ องค์ ถ้าพระทำวัตรเสร็จ แล้วก็สวดกัน ๓๐๐ องค์ วันละ ๑ ชั่วโมง ประมาณ ๓ วันก็จะครบ ๑๐,๐๐๐ ครั้ง และอีกวิธีหนึ่ง ถ้าจะทำจริงๆแล้วต้องให้พระที่นั่งสมาธิเก่งต้องสร้างนิมิตรได้ นิมิตรโพธิสัตว์แล้วต้องรับเมตตาผ่านตัวเอง แล้วก็ส่งผ่านชื่อกับรูปของโยม อาจารย์ก็คิดว่าจะเอาวิธีไหนดี? (น่าจะคนเดียวดีกว่า) คนเดียวนั่งสมาธิวันหนึ่ง ๑๔ ชั่วโมง ใช้เวลาประมาณ ๒๐ กว่าวันก็จะครบ ๑๐,๐๐๐ ครั้ง (แต่วัดนี้เป็นปริยัติ พระที่นั่งสมาธิเก่งไม่มีๆ) อาจารญขิงแดงคิดถึงเพื่อนอยู่ที่วัดกรรมฐานแห่งหนึ่ง ซึ่งพระจะเข้าคอร์สกรรมฐาน ๓ วัน ๓ เดือน ๓ ปี อดีตสังฆราชเป็นเจ้าอาวาส ในที่สุดอาจารย์ก็ได้ฝากปัจจัยอาจารย์ขิงแดงได้นำไปถวายอดีตสังฆราชที่วัด เพื่อให้ทำกรรมฐานให้ผู้หญิงคนนั้น อดีตสังฆราชองนี้แหล่ะที่ได้มารักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวช แล้วเขียนจดหมายมาบอกอยากจะพบอาจารย์ เพราะท่านอยากบอกว่าที่รับงานมา ทำเรียบร้อยแล้ว

อาจารย์สงสัยมาตลอดว่าอดีตสังฆราชนั่งกรรมฐานเก่ง เราเคยอ่านหนังสือทิเบต เช่น ดาไลลามะก่อนที่จะตายก็จะเขียนหนังสือว่าจะเกิดบริเวณนั้น บริเวณนี้ เขียนเป็นหนังสือไว้ แล้วก็นอนทับ แล้วก็ละสังขาร เมื่อละสังขารแล้ว กรรมการวัดก็จะเปิดจดหมาย แล้วก็ต้องหาๆๆ ซึ่งเป็นภาระหนัก อาจารย์ก็ถามว่าเมื่อท่านจะตาย คิดว่าท่านจะรู้ไม๊ว่าท่านจะเกิดที่ไหน? (ท่านบอกว่าผมไม่เก่ง) แต่คนเก่งมี คือเด็กคนนี้ เด็ก ๓ ขวบตอนนี้กำลังอยู่ที่โรงพยาบาลเด็ก อาจารย์ถามว่าไปพบได้ไม๊? (ท่านตอบว่าได้) อาจารย์ก็ออกจากโรงพยาบาลสมิตติเวชไปโรงพยาบาลเด็ก แล้วก็เคาะประตู มีหมอมาเปิดประตูให้ อาจารย์ก็บอกว่ามีจดหมายจากอดีตสังฆราช เพื่อให้มาพบเด็กคนนี้ พอได้เข้าไปก็พบเด็ก ๓ ขวบนั่งตรง พนมมือไหว้ พูดภาษาไทยว่าสวัสดีครับ แล้วอาจารย์ก็ถามว่า ๓๐๐ ปี เกิดกี่ครั้ง? (เด็กตอบ ๖ ครั้ง) เฉลี่ยแล้ว ๕๐ ปี เด็กคนนี้เก่ง พูดเหมือนผู้ใหญ่

สมัยพุทธกาลเด็กอายุ ๗ ขวบเป็นโสดาบัน อรหันต์ก็มี อาจารย์สงสัยมาก อย่างเด็กไทยอายุ ๓ ขวบให้กราบ ต้องกดศรีษะให้กราบ แต่พอเจอเด็กภูฐาน ก็เลยหายสงสัย เด็กภูฐานนั่งตรงอยู่ได้ ๑ ชั่วโมง พอได้คุยกันพักหนึ่ง วันนั้นเป็นวันกลางเดือนกุมภา พอวันที่ ๑ มีนาเป็นวันมาฆบูชา โยมก็นิมนต์ไป เพราะสิ้นเดือนจะออกโรงพยาบาล แล้วก็จะพักอยู่ข้างนอกพักหนึ่ง โยมก็ชวนไปพักที่วัดป่าสุนันฯ เด็กก็บอกจะไป แต่ว่าต้องถามหมอตาก่อน และต้องไปถามพระราชาที่ภูฐานก่อน (หลายขั้นตอนนะ) อย่างไรก็ตาม? พอไปที่วัดอาจารย์ก็คิดว่าจะให้พักที่ไหน? ในที่สุดหมอก็ไม่ให้ไป เพราะเด็ก ๓ ขวบ แต่ร่างกายเหมือนคนแก่ ตอนนี้กลับไปแล้ว และก็ได้สถาปนาให้เป็นประมุขศาสนาสูงสุดในภูฐาน เจ้าคณะภาคก็เป็นลูกศิษย์และติดตามดูแลเด็กคนนี้ที่โรงพยาบาลเด็ก อาจารย์ก็มานึกว่า ไม่มีใครสมบูรณ์ทุกด้าน? มีอะไรอย่างหนึ่งก็ขาดอย่างหนึ่ง? บางคนรวย แต่บางทีไม่สมหวังในความรัก ความรักมีปัญหากับพ่อ แม่ พี่ น้อง บางคนก็ฐานะดี บริวารดี แต่บางทีสุขภาพก็ไม่ดี มนุษย์เราที่เกิดมานี้ขาดอย่างหนึ่ง ได้อย่างหนึ่ง จึงทุกข์มาก

อย่างไรก็ตาม? พูดถึงวัฏฏะสงสารสำหรับเด็กภูฐานก็เกิดที่ภูฐาน ๖ ครั้ง การเกิดเป็นธรรมดา เกิดแล้วต้องผูกพันเกิดชาติเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเชื่อว่าวัฏฏะสงสารมีจริง คนไทยเกิดส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทย หรือที่เราพบเห็นกัน ไม่เคยเป็นญาติพี่น้องกันนั้นหายาก หมายความว่าเราต้องเจอกัน เมื่อเราต้องเจอกันแล้ว อย่างน้อยเราต้องไม่โกรธกัน ไม่ทะเลาะกัน ไม่แตกแยกกัน เพราะเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราต้องการ เราต้องการความสุข แล้วแตกความสามัคคีกัน ถ้ามาพบกัน ก็ไม่มีทางที่จะมีความสุขได้

เพราะ ฉะนั้น เราก็ต้องมีสติระลึกถึงคนไทย ๖๓ ล้านคนเป็นญาติพี่น้องกัน ถึงจะตายก็น่าจะเกิดมาใกล้ชิดกัน เมื่อรู้ว่าได้เกิดใกล้ชิดกันแล้ว เราก็ต้องรู้จักให้อภัย เป็นอภัยทาน แล้วก็มีความสามัคคีกัน การกระทำที่ทำอยู่ทุกวันนี้ เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด เราต้องมาคิดว่า ทำอย่าไรจึงเกิดความสามัคคีกันได้? อันนี้เป็นข้อหนึ่งที่เราควรต้องมาระลึกถึงกัน ๖๓ ล้านคนเมื่อได้เกิดมาใกล้ชิดกันแล้ว ก็ต้องหาทางที่จะให้อภัยและจะมีความสามัคคีได้อย่างไร? อันนี้ก็เป็นการบ้าน สำหรับวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา ก็ขอยุติเพียงเท่านี้ก่อน

     Share

<< ผู้ชายของชั้นกินเจวันที่ 9 >>

Posted on Tue 3 Aug 2010 14:36

 

 
  
 




Nat
Tikky
Ota
Vivian
Jay
Maily
Jebfree
Onnieo
Corry


รู้จักวิธีกิน...เพื่อหน้าเด้ง
10 เรื่องนี้อย่าทำบน Facebook (ถ้าไม่อยากเสียชายหนุ่มคนนั้นไป)
รับมือยังไง ถ้าแฟนเจ้าชู้
ยิ่งคบยิ่งเหนื่อย ยิ่งพูดเหมือนยิ่งไม่เข้าใจ
10 สารต้านอนุมูลอิสระ
ผิวหน้าเปล่งปลั่ง อ่อนวัย
Xenical ตัวช่วยในการลดน้ำหนัก
ทานวิตามิน ให้ผิวผ่องกันเถอะ
เคล็บลับผิวขาว เนียนใส
กินต้านแก่...
เตือน !!!..คนใช้คอมพิวเตอร์นานๆ
10 วิธีไม่แก่เกินวัย
เปิดร้าน Annie Beauty Magic อย่างเป็นทางการคะ
24 เรื่องที่ผู้หญิงไม่ควรทำ..แต่ก็ยังทำ
กฏของกิ๊ก
วันออกพรรษา+วันปิยะ
ทำตัวอย่างไร...มิให้ชอบ(และ)เป็นมือที่สาม
ออกเจ วันแรก
กินเจวันที่ 9
สติแก้ปัญหาชีวิต
ผู้ชายของชั้น
สังสรรค์เพื่อนๆชาวสตรีภูเก็ต รุ่น 37 + ประมวลภาพเพื่อซื้อกล้องถ่ายรูป
ตะลุยเมืองลอดช่องวันที่ 2 สวนนกจูร่ง+เซนโตซ่า
ตะลุยเมืองลอดช่องวันที่ 1 City Tour+Orchard
เบื่อๆ เหงาๆ เรามากินผัดพริกกระเพราไก่
ผัดเครื่องแกงหน่อไม้หมู+ปลาหมึกจ้า เมนูในดวงใจตลอดกาล
สุกี้แห้งจ้าาาา
สุดยอดในดวงใจช้านนน
ครูกุ๊กที่ว่าแน่ ก็ต้องแพ้ แดจังกึม
หลงทางเสียเวลา หลงมาเจอร้านอาหารญี่ปุ่น
Fusion Haven Cafe & Rest เรื่อยเปื่อย
สุดที่รักของช้านนน
BBQ & SHA BU SHA BU
วันแห่งความรักกับหิมะตก ณ เคแอล
ไดอารี่ก็ดีแบบนี้เองเนอะ
Bore ---> เบื่อ
ครั้งแรกในชีวิต
สงกรานต์ 2008
อยากมีกะเค้ามั่งอ่ะ...



Comments




Post Comment

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 






bestview in 1024*768
The best template from http://www.oblog.cn